ถามว่าเจ็บไหม
ตอบได้ด้วยหยดน้ำตา
แต่ขอยอมช้ำดีกว่า
ที่จะทนเห็นอ้ายเสียใจ
เพราะความเจ็บหนัก
บ่เทียบฮักที่มีต่ออ้าย
ขอทำความดีส่งท้าย
ด้วยการยอมถอยโดยดี
สาวดอกหญ้า “ต่าย อรทัย”
เด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่ต้องต่อสู้ดิ้นรนและผจญกับความลำบากยากเข็ญ หาเงินเลี้ยงปากเลี้ยงท้องตนน้องชาย และยายผู้เป็นที่รัก แต่นั่นไม่ได้ทำให้เธอรู้สึกท้อและหมดกำลังใจไปกับมัน ถึงทุกวันนี้ผลสะท้อนของความมุ่งมั่นมานะเพียรพยายาม และความกตัญญูของเธอจึงทำให้ดอกหญ้าดอกนี้เบ่งบาน อย่างสง่างาม และอยู่ในใจของทุกคน
ต่าย อรทัย เด็กผู้หญิงซึ่งถือความกตัญญูเป็นที่หนึ่ง ชื่อจริง อรทัย ดาบคำ มีพี่น้องทั้งหมด 4 คน ต่ายเป็นพี่คนโต มีน้องชายซึ่งต้องดูแลอีก 3 คน บ้านเกิดคือ บ้านแสนชะนี ต.พรสวรรค์ อ.นาจะหลวย จ.อุบลราชธานี ขณะนั้นต่ายอายุเพียง 11 ขวบ แต่ต้องช่วยยายดูแลทุกๆอย่างในบ้าน ทั้งหอบน้ำจากบ่อที่อยู่กลางทุ่งนาเพื่อที่จะนำมาใช้ที่บ้าน ขนฟางข้าวตามทุ่งนาเพื่อมาให้วัวกิน ทำกับข้าว ทำความสะอาดบ้าน ความรับผิดชอบในหน้าที่ตอนนั้นต่ายก็ทำด้วยความเต็มใจและทำดีที่สุด ในช่วงนั้นต่ายเองก็ยังมองไม่เห็นว่าตนเองว่าจะมีแววทางด้านการร้องเพลงระยะนั้นเป็นช่วงที่ ฮันนี่ ศรีอีสาน กำลังโด่งดังมาก ต่ายมีความรู้สึกว่าชอบนักร้องคนนี้มาก จึงได้พยายามฝึกร้องเพลงตามอย่าง ตอนนั้นมีวิทยุเทปเครื่องเล็กๆ แต่ก็ไม่มีม้วนเทปที่จะฟัง จึงพยายามหายืมเพื่อนบ้านมาเปิดฟัง จนสามารถร้องเพลงของฮันนี่ ศรีอีสานได้ทุกเพลง
จนกระทั่งวันหนึ่งถึงวันที่ต่ายได้มีโอกาศร้องเพลงบนเวทีและร้องให้คนอื่นฟังเป็นครั้งแรก เมื่ออยู่ ป. 6 ซึ่งวันนั้นเป็นวันเด็กแห่งชาติ ประมาณปี 2536 ต่าย มีโอกาสได้ร่วมแสดงละครร่วมกับเพื่อนๆในวันเด็ก และจบลงด้วยการร้องเพลง วันนั้นเป็นวันที่ต่ายรู้สึกดีใจมากที่สุดเพราะบรรดาผู้ปกครองของเด็กๆต่างพากันปรบมือ ตีกลอง ตีฉิ่งให้จังหวะตามไปด้วย บางคนก็นำเงินมาให้ 5 บาทบ้าง 10 บาทบ้าง ทำให้วันนั้นต่ายรู้สึกมีกำลังใจและอยากที่จะร้องเพลงต่อไป
เมื่อจบการศึกษาชั้นประถมปีที่ 6 ช่วงนั้นเป็นช่วงที่ต่ายกำลังสับสนในชีวิต จะเรียนต่อไปดีหรือไม่ดี เพราะขัดสนทางด้านการเงินมาก จนในที่สุดต่ายก็ได้ปรึกษากับแม่และได้คำตอบว่าให้เรียนสูงๆ แม่จะพยายามมาหาบ่อยๆและส่งเงินมาให้เรียน ในที่สุดจึงตัดสินใจว่าต้องเรียนเพื่ออนาคตที่ดี ตลอดระยะเวลาที่เรียนอยู่นั้น ต่ายก็พยายามช่วยงานยาย และดูแลน้องชายโดยตลอด ช่วงเวลาที่ศึกษาอยู่มัธยมปีที่ 1 เรื่องของการร้องเพลงต่ายก็ไม่ได้ใส่ใจมากมายนัก ฝึกร้องเพลงไปเรื่อยๆและระหว่างกำลังศึกษาอยู่มัธยมศึกษาปีที่ 2 นั่นเอง วันหนึ่งต่ายได้ออกไปขนฝางข้าวที่นา เพื่อจะนำมาให้วัวกิน พอกลับมาบ้านก็พบว่ามีคนมาหานักร้องเพื่อที่จะไปร้องในวงหมอลำ ในวง “ นิวฟ้าอีสาน” ต่ายได้รับปากว่าในช่วงปิดเทอมจะไปร้องเพลงที่วง เพื่อหารายได้พิเศษช่วยเหลือทางบ้าน แม้จะได้รายได้ไม่มากนัก 400-500บาท แต่มันก็เป็นความภาคภูมิใจมากที่สุดสำหรับเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง หลังจากที่จบมัธยมศึกษาปีที่ 3 วง “ นิวฟ้าอีสาน” ก็ต้องยุบวงลง ต่างคนต่างต้องแยกย้ายกันไป ในช่วงนั้นทุกวันหลังจากกลับจากโรงเรียน ต่ายต้องรับผิดชอบต่อหน้าที่ของตน ระหว่างการหอบน้ำจากทุ่งนา ขนฟางข้าว ซักผ้า นึ่งข้าวให้ยาย ต่ายก็จะร้องเพลงไปตลอด บางวันก็ไปยืนร้องเพลงที่หลังบ้าน ซึ่งหลังบ้านจะเป็นคันนาที่เป็นเนินสูงๆซึ่งทางอีสานเรียกว่า “โพน”หรือ “งอยโพน” ต่ายก็จะยืนร้องเพลงอยู่บนเนินนั้นเป็นประจำ ซึ่งถือได้ว่าเป็นกิจวัตรประจำวัน
ช่วงที่ต่ายกำลังศึกษาอยู่ในชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย ต่ายก็ได้เป็นตัวแทนของโรงเรียนไปประกวดวาดภาพสีน้ำ ,สีโปสเตอร์ รางวัลที่ได้ แม้จะไม่มีรางวัลเป็นเงินทองแต่มันมีความสำคัญทางด้านจิตใจ ความภาคภูมิใจ หลังจากนั้นต่ายได้มีโอกาสประกวดร้องเพลงเป็นครั้งที่ 2 ของชีวิต การประกวดร้องเพลงในครั้งนั้นเป็นการประกวดร้องเพลงที่ลำบากครั้งหนึ่ง เพราะการร้องในแต่ละรอบนั้น ต้องนั่งรถจากบ้านเกิดไปประกวดเป็นระยะทางกว่าร้อยกิโลเมตรต้องเดินทางไปๆมาๆเกือบ 2 เดือนอุปสรรคของต่ายในครั้งนั้นคือเรื่องของทุนทรัพย์ จนในที่สุดความอดทนและความวิริยะอุสาหะ จึงทำให้ได้รับรางวัลอันดับหนึ่งในในรายการ “ลูกทุ่งมุ่งสู่ดาว”ผลตอบแทนในครั้งนั้นคือจักรยานยนต์ 1 คัน พร้อมถ้วยรางวัล วันนั้นเป็นวันที่ต่ายยิ้มได้กว้างที่สุดและดีใจที่สุดที่สามารถทำให้ “ยาย” ผู้เป็นที่รัก มีรอยยิ้มและมีความสุข หลังจากนั้นเพียงไม่นานการประกวดร้องเพลงครั้งที่ 3 ในชีวิตของต่ายก็เกิดขึ้น ครั้งนั้นได้รางวัลเป็นอันดับ 1 เช่นเคย แต่ไม่เหมือนทุกครั้งที่เข้าประกวด เพราะต่ายได้มีโอกาสพบกับครูบ้านป่า “สลา คุณวุฒิ”ซึ่งต่ายเคยได้ยินชื่อเสียงของและความอัจฉริยะของครูในการเขียนเพลง ในครั้งนั้นเหมือนสวรรค์ยังไม่เปิดทางให้ต่ายได้มีโอกาสถ่ายทอดบทเพลงที่เกิดจากความอัจฉริยะของครูในการเขียนเพลง การเจอะเจอกันในครั้งนั้นจึงไม่มีผลอะไรกับต่าย ไดยินเสียงจากครูเพียงแค่ว่า “เสียงดีนะ ไปฝึกเยอะๆ” หลังจากที่เรียนจบมัธยมปลายต่ายยังไม่พร้อมที่จะเรียนต่อเพราะขัดสนทางด้านทุนทรัพย์ ดังนั้นจึงตัดสินใจเข้ามายังกรุงเทพฯ ครั้งแรกต่ายได้เข้ามาอาศัยอยู่กับแม่ช่วยแม่รับจ้างซักเสื้อผ้าให้กับคนงานก่อสร้าง ทำได้ระยะหนึ่งรายได้ไม่พอเพียงและที่สำคัญทั้งแม่และต่ายต้องส่งเงินกลับบ้านเพื่อเลี้ยงดูยายและน้องชาย ต่อมาต่ายจึงได้สมัครเข้าทำงานที่เขตอุตสาหกรรมบางปูเป็นบริษัทผลิตยาส่งออก ต่ายอดทนทำงานตรงนั้นประมาณ 3 เดือน แล้วเริ่มรู้สึกว่ามันไม่ได้แตกต่างไปจากการทำนาเลยเพราะเหนื่อยมากรายได้ก็น้อย ดีตรงที่ทำงานในห้องแอร์เท่านั้น
ในระยะนั้นต่ายก็ไม่ทิ้งทางด้านการร้องเพลง ยังประกวดร้องเพลงอยู่เสมอ จนกระทั่งได้เข้ารอบมาชิงในรายการ “ชุมทางเสียงทอง” ในขณะนั้นพี่กุ้งและสาว พี่ซึ่งเคยให้ต่ายทำเทปในช่วงที่เรียนอยู่มัธยมศึกษาปีที่ 6 ก็ตามหาตัวต่ายเพื่อที่จะให้เข้าห้องอัดบันทึกเสียงอีกครั้ง พี่กุ้งและพี่สาวทำเอง เปิดเอง ขายเองในรายการวิทยุ ชื่อเสียงของต่ายตอนนั้นก็เริ่มมีคนรู้จักมากขึ้นเพราะพี่กุ้งและพี่สาวเปิดในรายการ จากนั้นต่ายจึงคิดว่าน่าจะเรียนต่อจึงตัดสินใจสมัครเข้าเรียนในรั้วของมหาวิทยาลัยรามคำแหง เรียนไปด้วยร้องเพลงไปด้วย แต่เงินที่ได้มาก็ไม่พอที่ต่ายจะส่งให้ทางบ้าน ต่ายจึงคิดที่จะขายเสื้อผ้า จึงลงทุนซื้อเสื้อผ้ามาขายโดยตระเวรไปขายตามสถานที่ต่างๆทั่วกรุงเทพฯและชานเมือง แต่ด้วยอุปสรรคต่างๆมากมายในช่วงฤดูฝน ช่วงนั้นบางวันขายไม่ได้เลยแม้แต่ตัวเดียว แต่ต่ายก็ไม่ย่อท้อ ทนทำต่อไปเรื่อยๆ ในระยะเดียวกันนั้น พี่กุ้งและพี่สาวพยายามที่จะนำต่ายเสนอค่ายเพลง พยายามติอต่อ ครูสลา คุณวุฒิ ซึ่งตอนนั้นติดต่อครูได้ยาก จนในที่สุดติดต่อได้ คุยกับครูสลาหลายครั้งและทุกครั้งต่ายก็ไปกับพี่กุ้งและพี่สาวด้วย เพราะต้องคุยเกี่ยวกับตัวต่ายว่าถนัดร้องเพลงแบบไหน ชอบเพลงแบบไหน หลังจากนั้นไม่นาน ครูสลาก็นัดพี่กุ้งและพี่สาวให้พาต่ายไปที่บริษัทแกรมมี่โกลด์ เพื่อดูตัว ซึ่งตอนนั้นต่ายคิดว่าจะได้เข้าอยู่ในบริษัทหรือไม่ก็ตามแต่อย่างน้อยก็ภูมิใจแล้วที่ได้ย่างก้าวเข้ามายังบริษัท
จากนั้นต่ายก็ยุ่งกับงานผ้าป่าซึ่งทางบ้านขอมา ปีนั้นนับว่าเป็นปีที่โชคดี เพราะได้มีผ้าป่าไปที่บ้าน มีวงดนตรี วงหมอลำ ที่จะไปเล่นให้ชาวบ้านแถบนั้นได้ดู และที่สำคัญ ในวันงาน กลุ่มทีมงานของครูสลา ก็ได้ไปช่วยด้วยเช่นกัน วันนั้นเป็นวันที่ต่ายไม่เคยลืมเลือนจนถึงทุกวันนี้ เพราะครูสลาได้ขึ้นไปพูดคุยกับชาวบ้านบนเวที แล้วบอกกับชาวบ้านทุกคนว่าจะพาต่ายไปทำเพลงกับแกรมมี่ วันนั้นเป็นวันที่ต่ายรู้สึกดีใจมากที่สุดในชีวิต หลังจากที่เข้ามาอยู่ในสังกัดของแกรมมี่แล้วต่ายจึงรู้ว่ามันไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะออกอัลบั้มให้นักร้องคนใดคนหนึ่ง ต่ายต้องฝึกร้องเพลงเป็นระยะเวลานานมาก โดยฝึกกับอาจารย์ ไพรัตน์ ชูรัตน์ จากที่เคยร้องเพลงไม่ชัด ร้องเสียงขึ้นจมูก ร้องทิ้งคำ จนในที่สุดต่ายก็พยายามทำมันจนสำเร็จ หลังจากนั้นโลกใบใหม่ของสาวน้อย ต่าย อรทัย ก็เกิดขึ้นพร้อมกับอัลบั้ม “ดอกหญ้าในป่าปูน” กับงานเขียนของ ครูสลา คุณวุฒิ และสวัสดิ์ สารคาม ที่ถ่ายทอดตัวตนที่แท้จริงของ ต่าย อรทัย ลงในเนื้อเพลงได้อย่างลงตัว ผนวกกับด้วยน้ำเสียงที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว พร้อมทั้งเพลงดังแจ้งเกิด “โทรหาแหน่เด้อ” เพลงสร้างชื่อให้ต่าย อรทัย เป็นที่โดนใจแฟนเพลงมากมาย จึงไม่แปลงที่ดอกหญ้าดอกนี้ ที่ชื่อ ต่าย อรทัย จะเบ่งบานอยู่ในใจของทุกคน